รู้ทันโรคหลอดเลือดสมอง

เรียนรู้สัญญาณเตือน วิธีป้องกัน และปัจจัยเสี่ยง ป้องกันได้ตั้งแต่วันนี้ เพื่อชีวิตที่ยั่งยืน

สัญญาณ BEFAST คำนวณดัชนีมวลกาย (BMI)

รู้จักโรคหลอดเลือดสมอง

โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) เป็นภาวะที่สมองขาดเลือดไปเลี้ยงเนื่องจากหลอดเลือดตีบ อุดตัน หรือแตก

เวลาคือชีวิต

รีบไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันที ภายใน 4 ชั่วโมง 30 นาที

สัญญาณเตือน BEFAST

อาการที่เกิดขึ้นกะทันหันเหล่านี้ คือสัญญาณที่ต้องรีบไปโรงพยาบาล

B - Balance

วิงเวียนศีรษะ เดินเซ ทรงตัวไม่อยู่

E - Eye

ตามัว เห็นภาพซ้อน หรือมองไม่เห็น

F - Face

ปากเบี้ยว หน้าเบี้ยวเฉียบพลัน มุมปากตก

A - Arm

แขนขาอ่อนแรง หรือชาครึ่งซีก

S - Speech

พูดไม่ชัด เสียงเปลี่ยน ลิ้นแข็ง พูดไม่รู้เรื่อง หรือพูดไม่ออกทันทีทันใด

T - Time

หากมีอาการให้นำส่งโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด หรือโทรแจ้งสายด่วน 1669 ทันที (ภายใน 4 ชั่วโมง 30 นาที)

** [ที่มา: กรมควบคุมโรค]

ปัจจัยเสี่ยง

ปัจจัยต่างๆ ที่เพิ่มโอกาสในการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง

ปัจจัยเสี่ยงทั่วไป

โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ/ ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคเบาหวาน ภาวะไขมันในเลือดสูง เคยเป็นโรคหลอดเลือดสมอง/ อัมพฤกษ์/ อัมพาต มีประวัติสูบบุหรี่ อายุมากกว่า 60 ปี

ปัจจัยเสี่ยงที่แก้ไขไม่ได้ (Unmodified Risk Factors)

ปัจจัยที่ไม่สามารถปรับเปลี่ยนหรือควบคุมได้ตามธรรมชาติ

  • อายุ: คนที่มีอายุ 55 ปีขึ้นไปมีความเสี่ยงสูง ความเสี่ยงจะเพิ่มมากขึ้น เมื่ออายุมากขึ้น
  • เพศ: เพศชายมีโอกาสเกิดโรคหลอดเลือดสมองได้มากกว่าเพศหญิง แต่เพศหญิงที่มีอายุมากก็มีความเสี่ยงสูงเช่นกัน
  • พันธุกรรม: บุคคลที่มีประวัติคนในครอบครัว (พ่อ แม่ พี่น้องสายตรง) ป่วยเป็นโรคหลอดเลือดสมอง จะมีความเสี่ยงมากกว่าคนทั่วไป
  • เชื้อชาติ: กลุ่มชาติพันธุ์บางกลุ่มมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง เนื่องจากพันธุกรรม เช่น กลุ่มอาการมาร์ฟาน (Marfan syndrome)

ปัจจัยเสี่ยงที่แก้ไขและป้องกันได้ (Modified Risk Factors)

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ควบคุม หรือรักษา เพื่อลดความเสี่ยง

  • โรคความดันโลหิตสูง: ที่ทำให้ผนังหลอดเลือดเสื่อมและฉีกขาดได้ง่าย เพิ่มความเสี่ยง 3-17 เท่า
  • โรคเบาหวาน: ทำลายหลอดเลือดทั่วร่างกาย ทำให้หลอดเลือดตีบและแข็งตัว มีความเสี่ยงสูงเป็น 2 เท่าของผู้ที่ไม่ได้เป็นโรคเบาหวาน
  • ไขมันในเลือดสูง: คอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ที่สูงเกินไปทำให้เกิดคราบพลัค (Plaque) สะสมในหลอดเลือด
  • การสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์: สารในบุหรี่ทำลายผนังหลอดเลือด การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไปเสี่ยงหลอดเลือดสมองแตก
  • โรคหัวใจ: เช่น ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Atrial Fibrillation) อาจทำให้เกิดลิ่มเลือดไปอุดตันในสมอง
  • ขาดการออกกำลังกาย: เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดและหัวใจ
  • ภาวะเครียด: ความเครียดจะทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนที่ส่งผลให้มีความดันโลหิตสูงขึ้น

คำนวณดัชนีมวลกาย (BMI)

ประเมินความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองเบื้องต้นจากดัชนีมวลกาย

กรุณากรอกข้อมูลเพื่อดูผลลัพธ์

การรักษาโรคหลอดเลือดสมองและการพยาบาล

เน้นการเปิดหลอดเลือดเพื่อนำเลือดกลับไปเลี้ยงสมองให้เร็วที่สุด

1) ยาละลายลิ่มเลือด (rtPA): โดยต้องให้ทางหลอดเลือดดำภายใน 4 ชั่วโมง 30 นาที นับตั้งแต่เริ่มมีอาการ

2) การใส่สายสวนลิ่มเลือด (Mechanical Thrombectomy): ใช้ในกรณีหลอดเลือดขนาดใหญ่ตีบ ทำภายใน 6 ชั่วโมง ถึง 24 ชั่วโมง

3) การให้ยาต้านเกล็ดเลือด: เช่น ยาแอสไพริน เพื่อป้องกันการเกิดลิ่มเลือดใหม่และป้องกันการเป็นซ้ำ

4) การดูแลทางเดินหายใจ: เพื่อให้ร่างกายได้รับออกซิเจนอย่างเพียงพอ

5) การควบคุมระดับความดันโลหิตให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม

6) การควบคุมระดับน้ำตาล: เพื่อป้องกันความเสียหายเพิ่มเติม

แหล่งอ้างอิง: เมธาวินี ขุมทอง และคณะ. (2566). บทบาทพยาบาลในการพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะเฉียบพลัน.

ภาวะแทรกซ้อน

ภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายหลังการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง

1) ภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาทและร่างกาย

  • มีภาวะเลือดออกในสมอง หรือมีภาวะน้ำคั่งในโพรงสมอง
  • สมองบวม มักเกิดในระยะเฉียบพลัน (3-5 วันแรก) จากเนื้อสมองตายขนาดใหญ่ ทำให้เพิ่มความดันในกะโหลกศีรษะสูง
  • อาการชัก เกิดจากการระคายเคืองของกระแสไฟฟ้าในสมองบริเวณที่เสียหาย อาจชักเฉพาะที่ หรือชักทั้งตัว (มักพบในช่วง 6-12 เดือนแรก หรือพบได้นานถึง 5 ปี)
  • อัมพฤกษ์ อัมพาต กล้ามเนื้อแขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก หรือสูญเสียการทรงตัว
  • ปัญหาการพูดและการกลืน มีโอกาสสำลักอาหารและน้ำ ส่งผลให้ขาดสารน้ำและสารอาหาร
  • ปอดอักเสบจากการสำลัก เกิดจากเศษอาหารหรือน้ำหลุดเข้าสู่หลอดลม อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

2) ภาวะแทรกซ้อนจากการนอนติดเตียง

  • แผลกดทับ เกิดบริเวณผิวหนังที่กดทับนาน เช่น สะโพก ตาตุ่ม ส้นเท้า
  • ลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำส่วนลึก ลิ่มเลือดอุดตันที่ขาจากการไม่ได้เคลื่อนไหว อาจหลุดไปอุดตันที่ปอด
  • ข้อต่อยึดติดและกล้ามเนื้อฝ่อ ข้อศอก ข้อมือ หรือข้อเข่าแข็งติด ขยับได้น้อยลงและปวด
  • ติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ มักเกิดจากการกลั้นปัสสาวะไม่ได้ หรือการใส่สายสวนปัสสาวะ

ภาวะวิกฤตที่ต้องระวัง

สมองบวมที่รุนแรงมากจนเกิดการเคลื่อนตัวของเนื้อสมอง (Brain Herniation) เป็นภาวะวิกฤตที่อาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ในเวลาอันรวดเร็ว

แหล่งอ้างอิง: ชุติพัทธ์ บุนนาค. (2568). การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบอุดตัน ระยะเฉียบพลันที่ได้รับยาละลายลิ่มเลือดทางหลอดเลือดดำและมีภาวะแทรกซ้อนโรคปอดอักเสบ.

การป้องกัน

แนวทางการปฏิบัติตนเพื่อลดความเสี่ยงการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง

แนวทางการป้องกัน

  • ตรวจสุขภาพประจำปี: ค้นหาปัจจัยเสี่ยงระยะเริ่มแรก เช่น ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง
  • ควบคุมโรคเรื้อรัง: ควบคุมความดันโลหิต เบาหวาน และไขมันให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
  • ลดความเครียด: พักผ่อนให้เพียงพอเพื่อรักษาระดับความดันโลหิต
  • อาหารเพื่อสุขภาพ: รับประทานอาหารครบ 5 หมู่ (เช่น ข้าวกล้อง ปลา ผัก) หลีกเลี่ยงอาหารเค็ม หวาน มัน
  • งดบุหรี่และแอลกอฮอล์: เพื่อป้องกันความเสียหายต่อหลอดเลือด
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ: เดินเร็ว จ็อกกิ้ง หรือปั่นจักรยานอย่างน้อย 40 นาที ต่อครั้ง 3-4 ครั้ง/สัปดาห์
  • ควบคุมน้ำหนัก: บริโภคอาหารตามแนวทาง DASH หรือเมดิเตอร์เรเนียนเพื่อควบคุมน้ำหนัก

อาหารที่แนะนำสำหรับป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง

  • ผักและผลไม้หลากสี
  • อาหารที่มีเกลือแร่และวิตามิน (เช่น โพแทสเซียม, วิตามินเอ, อี, ดี)
  • หลีกเลี่ยงอาหารที่มีโซเดียมสูง
  • เน้นโปรตีนจากเนื้อปลาและถั่วต่าง ๆ
แหล่งอ้างอิง: ดนิตา ชัยภัทรธนกุล. (2024). ปัจจัยที่มีผลต่อการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองอำเภอควนเนียง จังหวัดสงขลา.

วิดีโอและสื่อการสอน

รับชมวิดีโอเพื่อความเข้าใจที่ชัดเจนยิ่งขึ้นผ่านเครื่องเล่นระบบ Cinema

คำค้นหาแนะนำ: โรคหลอดเลือดสมอง, สัญญาณ BEFAST, Stroke Awareness Thai